แถลงการณ์ รมว.ศธ.การจัดการเรียนการสอนช่วง COVID-19 ครั้งที่ 1

แถลงการณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การจัดการเรียนการสอนช่วง COVID-19 ครั้งที่ 1

 

รูปแบบที่ 1 การเรียนการสอนของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาปีที่ 3

ด้วยระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยเรียน 50 นาทีผ่านช่องทีวีและเว็บไซต์ และ 10 นาทีสื่อสารผู้ปกครองและนักเรียนด้วยระบบโทรศัพท์ Line และอื่น ๆ

นักเรียน จะต้องดูตารางสอนออกอากาศล่วงหน้า 1 วัน ศึกษาแฟ้มงานเอกสารประกอบการเรียน เข้าเรียนผ่านโทรทัศน์ และสรุปองค์ความรู้จากบทเรียน เข้าระบบเช็คชื่อออนไลน์ที่ครูออกแบบไว้ สอบถามข้อสงสัยโดยสื่อสารกับครูผ่านกลุ่ม Line หรือ Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ

ผู้ปกครอง เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์และสถานที่เรียนที่บ้าน ศึกษาทำความเข้าใจตารางสอนและแผนการเรียน ดูแลช่วยเหลือการเรียนของนักเรียน ติดต่อสื่อสารกับครูผ่านโทรศัพท์ Line หรือ Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ และพบปะกับครูกรณีมีข้อจำกัดในการเรียน

ครูผู้สอน ดาวน์โหลดและศึกษาตารางสอนออกอากาศ จัดเตรียมเอกสารใบงานแบบฝึกหัดให้นักเรียนและผู้ปกครอง มอบใบงานหรือแบบฝึกหัดให้นักเรียนและผู้ปกครอง สื่อสารกับผู้ปกครองและนักเรียนผ่านโทรศัพท์ หรือ Line หรือ Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ รวมทั้งเยี่ยมพบปะนักเรียน พร้อมรับส่งแฟ้มงานของนักเรียนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา สำรวจความพร้อมผู้ปกครองนักเรียน สร้างความเข้าใจกับชุมชนและผู้ปกครอง สนับสนุนช่วยเหลือนักเรียนที่ไม่มีความพร้อม ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว จัดประชุม Video Conference กำกับติดตามนิเทศการเรียนการสอน และรายงานผลการดำเนินงานสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

รูปแบบที่ 2 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6

ด้วยระบบการศึกษาทางไกลผ่านออนไลน์ (Online Real-Time Learning OBEC TV) 13 ช่อง โดยเรียน 30 นาทีผ่านคลิป VTR จากครูต้นแบบ และ 20 นาทีผ่านครูประจำวิชาด้วย Video Conference

นักเรียน เข้ากลุ่ม Line/Facebook/ช่องทางอื่น ๆ ศึกษาแฟ้มงานเอกสารประกอบการเรียน/ใบงาน/ใบกิจกรรมล่วงหน้า 1 วัน เข้าระบบเช็คชื่อออนไลน์ที่ครูออกแบบ เข้าเรียนผ่านระบบออนไลน์ และร่วมแลกเปลี่ยนกับครูประจำวิชา ผ่าน Video Conference และสรุปองค์ความรู้จากบทเรียน ส่งผลงานในรูปแบบต่าง ๆ

ผู้ปกครอง ศึกษาตารางสอนและแบบเรียนล่วงหน้า สนับสนุนการเตรียมเครื่องมือสัญญาณการเรียนออนไลน์ สนับสนุนนักเรียนสืบค้นงาน จัดทำแฟ้มความรู้ใบงานและแบบทดสอบ ติดต่อสื่อสารครูประจำชั้น/วิชา ผ่านกลุ่ม Line หรือ Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ

ครูผู้สอน สำรวจความพร้อมนักเรียนรายบุคคล ศึกษาการใช้โปรแกรมออนไลน์ เตรียมและออกแบบกิจกรรมใบงานที่เหมาะสม จัดการเรียนรู้ตามคลิป VTR ดำเนินการสอนและมอบใบงานหรืออื่น ๆ ผ่านระบบ Video Conference ทบทวนเพิ่มเติมบทเรียนผ่านระบบ Video Conference และประสานผู้ปกครองนักเรียนผ่าน Line หรือ Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ

โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา สำรวจความพร้อมผู้ปกครองนักเรียน สร้างความเข้าใจกับชุมชนและผู้ปกครอง สนับสนุนช่วยเหลือนักเรียนที่ไม่มีความพร้อม ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว จัดประชุม Video Conference กำกับติดตามนิเทศการเรียนการสอน และรายงานผลการดำเนินงานสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

(บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/รายงาน  ขอบคุณที่มาจาก ศธ.360 องศา)

สวัสดีครับ ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา สื่อมวลชนและประชาชนทุกคนครับ ตามที่หลายท่านอาจทราบแล้วว่า ที่ประชุม ครม. เมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา มีมติรับทราบการเลื่อนเปิดเทอมจากวันที่ 16 พฤษภาคม เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563

ซึ่งผมขอย้ำกับทุกท่านอีกครั้งว่า “การเลื่อนการเปิดเทอม เป็นมติเดียวเท่านั้นที่ได้ข้อสรุปแล้ว การดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเพื่อนำเสนอและหาข้อสรุปในลำดับถัดไป” ในช่วงเวลานี้ ผมเข้าใจดีถึงความกังวลและข้อสงสัยของทุกท่านต่อการเลื่อนเปิดเทอมและการจัดการเรียนการสอนที่อาจส่งผลกระทบในหลายด้านทั้งต่อตัวเด็ก ผู้ปกครอง ไปจนถึงครูและโรงเรียน

ผมจึงคิดว่ามีความจำเป็น ที่จะต้องแจ้งความคืบหน้า และการตัดสินใจต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนคลายความกังวล ตลอดจนได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้สามารถนำไปขยายผลต่อได้อย่างถูกต้อง ภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ที่ไม่มีใครเคยพบเจอมาก่อน สิ่งที่ผม ในฐานะรัฐมนตรีและตัวแทนของเจ้าหน้าที่ในนามกระทรวงศึกษาธิการทุกคน ตระหนักอยู่เสมอ

คือ ไม่ว่าสถานการณ์แวดล้อมจะเลวร้ายและรุนแรงแค่ไหน การเรียนรู้ที่เข้าถึงและมีคุณภาพสำหรับเด็กไทยทุกคนเป็นเป้าหมายสูงสุดของเรา ตามแนวคิด “การเรียนรู้นำการศึกษา” โรงเรียนอาจหยุดได้ แต่การเรียนรู้หยุดไม่ได้ ด้วยหลักดังกล่าว เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เท่าที่สภาพแวดล้อมจะอำนวย
โดยที่การตัดสินใจทั้งหมดนับจากนี้ จะตั้งอยู่บนพื้นฐานทั้งหมด 6 ข้อได้แก่

1. จัดการเรียนการสอน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของทุกคนที่เกี่ยวข้อง (การเปิดเทอมอาจหมายถึง การเรียนที่โรงเรียนหรือการเรียนที่บ้าน ทั้งนี้การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับผลการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด)

2. อำนวยการให้นักเรียนทุกคน สามารถเข้าถึงการเรียนการสอนได้ แม้จะไม่สามารถไปโรงเรียนได้

3. ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การเสนอขอช่องดิจิทัล TV จาก กสทช. ทั้งหมด 13 ช่องเพื่อให้นักเรียนทุกระดับชั้น สามารถเรียนผ่าน DLTV ได้ ทั้งนี้จะยังไม่มีการลงทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ใด ๆ เพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น

4. ตัดสินใจนโยบายต่าง ๆ บนพื้นฐานของการสำรวจความต้องการทั้งจากนักเรียน ครู และโรงเรียน ไม่คิดเองเออเอง โดยให้การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นที่ตั้ง และกระทรวงจะสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

5. ปรับปฏิทินการศึกษาของไทย ให้เอื้อต่อการ “เรียนเพื่อรู้” ของเด็กมากขึ้น (รวมทั้งมีการปรับตารางเรียนตามความเหมาะสม โดยเวลาที่ชดเชยจะคำนึงถึงภาระของทุกคนและการได้รับความรู้ครบตามช่วงวัยของเด็ก)

6. บุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน จะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และทำให้ท่านได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ขณะนี้ ทางกระทรวงได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อประเมินความพร้อมและความต้องการของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ ทั้งในเรื่องของรูปแบบการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน โดยผม จะนำผลลัพธ์และข้อสรุปที่ได้มาชี้แจงกับทุกท่านในลำดับถัดไป

หากทุกท่านมีข้อแนะนำ หรือข้อมูลใดที่เป็นประโยชน์ ผมและทีมงานพร้อมและมีความยินดีที่จะรับฟัง เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย บนพื้นฐานความเข้าใจที่มีต่อทุกฝ่าย การเลื่อนเปิดเทอม ในมุมหนึ่ง ก็เป็นการตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็นับเป็นโอกาสและช่วงเวลาสำคัญในการปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศ ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศอย่างแท้จริง ผมอยากเชิญชวนทุกท่าน มาร่วมกันกับผมและกระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอความคิดและเผยแพร่เรื่องราวเชิงสร้างสรรค์ เพราะเด็ก ๆ ที่อยู่ในระบบการศึกษา ล้วนแล้วแต่เป็นลูกและหลานของพวกเรา รวมถึงเป็นอนาคตของประเทศทั้งสิ้น

ผมขอให้คำมั่นว่า จะพยายามอย่างสุดความสามารถ ให้เราผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้อย่างราบรื่นที่สุด มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงผลประโยชน์ระยะยาวควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาระยะสั้น ระบบการศึกษาที่ดี ไม่ควรทำให้เด็กมีความรู้ ทักษะ และความสามารถเท่านั้น

แต่จะต้องสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ถ้าพวกเราร่วมมือกันและก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกันครับ ขอบคุณทุกท่าน ที่ช่วยกันสร้างพลังบวก และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับการศึกษาไทยครับ 11 เมษายน 2563

ที่มา เฟซบุ๊ค Nataphol Teepsuwanณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 11 เมษายน 2563

%d bloggers like this: